หนีร้อนไป"เกาะกูด" "อันดามัน"ทะเลตะวันออก

คอลัมน์ บันทึกเดินทาง
โดย สุภาพร หวานเสนาะ

ผ่านพ้นเทศกาล วันแห่งความรัก และวันตรุษจีนไปแล้ว สำหรับในช่วงเดือนกุมภาพันธ์
ย่างเข้าเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงอากาศร้อนสุดสุดของเมืองไทย
ร้อนนี้! หลายคนมีโปรแกรมหลบลมร้อนไปพักผ่อนหาความชุ่มฉ่ำตามที่ต่างๆ หลายคนก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปที่ไหนดี เพราะอาจมีหลายข้อเลือกในใจ แต่ที่แน่ๆ หน้าร้อนอย่างนี้ เที่ยวทะเล ดูเหมือนเป็นโปรแกรมในใจอันดับหนึ่งของใครต่อใคร

"เกาะกูด จังหวัดตราด" เป็นอีกสถานที่หนึ่ง สำหรับคนขี้ร้อน ในหน้าร้อนเดือนมีนาคม

ที่ตั้งของเกาะกูด เปิดแผนที่ประเทศไทยแล้วรู้จักกันดี ว่า ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศไทย ทางทิศใต้ของเกาะอยู่ติดกับน่านน้ำกัมพูชาเป็นเกาะสุดท้ายในน่านน้ำทะเลตราด ของอ่าวไทย
เกาะกูด มีพื้นที่ 105 ตารางกิโลเมตร นับว่าเป็นเกาะที่ใหญ่อันดับ 2 รองจากเกาะช้าง ในจังหวัดเดียวกัน ไปถึงเกาะกูด จะพบเห็นสถานที่ท่องเที่ยว สถานที่พักผ่อน ที่เป็นหาดทรายและน้ำทะเลสีมรกต จนได้รับฉายา ว่า

"อันดามันแห่งทะเลตะวันออก"

     เกาะกูด จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวและพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ เพราะที่เกาะนี้มีหาดทรายมากมายและหลากหลายทั้งเปิดโล่งเป็นสาธารณะ และหาดที่ดูเป็นส่วนตัว ว่าที่จริงแล้ว "เกาะกูด" มีสถานะเป็นกิ่งอำเภอเกาะกูด ของจังหวัดตราด (เหมือนกิ่งอำเภอเกาะช้าง)

     ตามสำมะโนครัวประชาการ มีคนไทยอาศัยอยู่กว่า 1,000 คน นอกนั้นเป็นชาวเขมร ลาว พม่า และมอญ ที่เข้ามาขายแรงงานกันอย่างดาษดื่น แต่ก็อยู่กันได้อย่างปกติสุข นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบทะเลอาจเคยไปเกาะกูดมาบ้างแล้ว ถึงกระนั้นความงดงามของทิวทัศน์ หาดทรายละเอียดขาวนวล และสีสันของพระ อาทิตย์ ทั้งยามอรุณรุ่ง และโพล้เพล้ เป็นแรงดึงดูดให้อยากไปเกาะกูดอีกครั้ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หมู่บ้านชาวประมงที่บ้านอ่าวสลัด ชุมชนอันน่ารักและดวงตาอันใสซื่อของ ชาวบ้าน ที่เป็นเสมือนมนต์ขลังกวักเรียกนักท่องเที่ยวให้ไปเยือน

เพราะเป็นสถานที่น่าไปสัมผัสมากแห่งหนึ่ง ยังมีความเป็นธรรมชาติ มีการจัดการระบบนิเวศที่ยอดเยี่ยมมาก

ที่นี่ ชาวบ้านเขามีการเลี้ยงปลา ปู ในกระชัง เพื่อเตรียมไว้จำหน่ายให้กับลูกค้า และนักท่องเที่ยวที่มาเยือน มีทั้ง ปลาย่ำสวาท (ชื่อเรียกอย่างนี้จริงๆ) มีขายในสนนราคากิโลกรัมละ 800 บาทขึ้นไป จนถึง 1,500 บาท) นอกจากนั้น มีปลาเก๋า ปลาดุกทะเล ปูม้า และอื่นๆ อีกมากมาย

น้ำทะเลในย่านหมู่บ้านชาวประมงไม่ได้ขุ่นคลั่กอย่างที่อื่นๆ แต่กลับใสสะอาดราวกับกระจกใส สามารถมองลงไปเห็นสัตว์น้ำได้อย่างทะลุปรุโปร่ง รวมถึง "หอยเม่น" ที่ยังมีอาศัยตามราวสะพาน หินใต้ทะเล เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความสมบูรณ์ของท้องทะเล ที่หมู่บ้านชาวประมงแห่งนี้เป็นอย่างดี ชาวบ้านได้ช่วยกันรักษาความสะอาดของน้ำทะเลแห่งนี้ได้ดีมากเป็นการจัดการระบบนิเวศที่ดีและน่าสนใจ

ไกลออกไปจากชุมชนในหมู่บ้านไม่มากนัก บ้านชาวประมงหลังหนึ่งเลี้ยงเต่าขนาดใหญ่ไว้ในกระชัง เห็นทีแรกก็ประหลาดใจ ประหลาดใจในขนาดของเต่า!

แต่ขณะเดียวกันเมื่อเห็นเขาเลี้ยงเต่าร่วมกับปลาอื่นๆ ด้วย ดูแล้วก็น่าตื่นเต้นมาก นับเป็นการจัดการกับระบบนิเวศอย่างหนึ่ง

ในหมู่บ้านชาวประมงบ้านอ่าวสลัดนี้ จะมีบ้านสร้างอยู่ในริมอ่าวติดทะเลกว่า 20 หลัง บางบ้านทำเป็นกิจการ "โฮมสเตย์" เปิดบริการนักท่องเที่ยวในหลายๆ สนนราคา แล้วแต่ที่ตั้ง และเครื่องอำนวยความสะดวกที่สรรหามาให้ แต่ก็เป็นราคาที่เป็นกันเอง และตกลงกันได้

ชาวจังหวัดตราดเอง ได้ชื่อว่าเป็น "นักอนุรักษ์" ขอย้ำว่านักอนุรักษ์ธรรมชาติ ไม่ใช่นักอนุรักษนิยม เห็นได้จากในครั้งที่จะมีการก่อสร้างถนนจากอำเภอขลุง ไปที่ตัวจังหวัด จะมีการตัดต้นไม้ใหญ่ริมถนน แต่ชาวตราดได้เรียกร้องให้อนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่เหล่านั้นไว้ เพื่อความสวยงามและร่มรื่น ทางจังหวัดเลยต้องเวนคืนที่บริเวณข้างเคียงมาสร้างถนนดังกล่าวแทน

และทุกวันนี้ ถนนสายสุขุมวิทเก่ายังอุดมไปด้วยไม้ใหญ่ ให้ความร่มรื่น สวยงาม จนหลายคนที่ไปเยือนจังหวัดตราด จะต้องขับรถผ่านไปชมถนนสายนี้กัน

นอกจากนี้ คนเมืองตราดจะต่อต้านธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ที่เป็นทุนต่างชาติ เข้ามาเปิดกิจการในตัวเมืองตราดอย่างหนักแน่น และเห็นทีไม่มีทางเข้ามาได้ด้วยอย่างแน่นอน เพราะที่นั่นยึดมั่นในชุมชนเข้มแข็ง เพื่อให้ค้าปลีกที่เป็นของคนท้องถิ่นได้อยู่รอดกัน

หากจะพูดถึงที่พักที่เป็นรีสอร์ท ที่เกาะแห่งนี้มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่รวมกว่า 25 แห่ง ราคาต่ำสุด 300 บาท ถึงสูงสุด ราคา 6,000 บาท

การเข้าพักในรีสอร์ทแต่ละแห่ง ขอบอกให้จองห้องพักล่วงหน้า เนื่องเพราะรีสอร์ทแต่ละแห่งจะอยู่กันคนละหาด และหากจะให้สะดวกสบายควรจองที่พักพร้อมกับเดินทางกับทางรีสอร์ทโดยทางสปีดโบ๊ต (เรือเร็ว) เพราะรีสอร์ทแต่ละแห่งจอดเรือรับลูกค้า นักท่องเที่ยวคนละท่าเทียบเรือกัน และบางรีสอร์ทก็รับเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเท่านั้น โดยทั่วไปการเดินทางจากฝั่งไปยังเกาะกูดจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง รีสอร์ทเกือบทุกแห่งจะมีบริการดำน้ำดูปะการัง ขอบอกว่าอย่าพลาดโปรแกรมนี้เด็ดขาด เพราะการดำน้ำดูปะการังทั้งที่เกาะรัง เกาะง่าม จะได้ชมความงามของท้องทะเลอ่าวไทยที่ยังมีความสมบูรณ์อยู่อย่างมาก และสัมผัสกับฝูงปลาน้อยใหญ่ที่วนเวียนมาหาแหล่งอาหารใต้ท้องทะเลสีมรกตนี้

ตรงข้ามเกาะกูด คือ เกาะไม้ซี้เล็ก ที่ถูกทุนต่างชาติได้เข้ามาจับจองไว้เพื่อสร้างเป็นสนามบินไว้บริการเครื่องบินเล็กมาลง (กำลังดำเนินการก่อสร้าง) และพานักท่องเที่ยวนั่งเรือข้ามมายังเกาะกูด เพื่อเข้าพักในรีสอร์ทสุดหรูเลิศของทุนต่างชาติเช่นเดียวกัน (อยู่ระหว่างการก่อสร้าง)

โดยมีเป้าหมายว่าจะเนรมิตเกาะนี้ให้เทียบเท่ากับเกาะสวรรค์ "มัลดีฟ" (ราคาที่พักเริ่มต้นที่ 10,000 บาท)

ไปถึงที่นี่แล้ว อย่าลืมแวะเวียนขึ้นไปบน เกาะกระดาษ (อยู่ก่อนถึงเกาะกูด) ชมการเลี้ยงกวางจำนวนมากมายที่เกาะนี้ เพราะจะได้เห็นสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัว "กวาง" ที่สวยงาม น่ารัก กระจายกันอยู่ใต้ร่มไม้ของต้นไทรย้อย และไม้ใหญ่รอบเกาะ

เกาะนี้เป็นเกาะเดียวในจังหวัดตราด ที่มีโฉนด เป็นเกาะส่วนตัว มีค่าใช้จ่าย เป็นค่าเหยียบเกาะคนละ 60 บาท
หน้าร้อนปีนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ว่าจะร้อนยิ่งกว่าทุกปี หลบหนีอากาศร้อนไปเกาะกูด "อันดามันแห่งทะเลตะวันออก"

เป็นความสุขสงบ เย็น อย่างยากจะลืมเลือน

 ที่มาและภาพประกอบจาก มติชน